...ความรัก...

posted on 07 Aug 2008 22:41 by dnopista

..."ความรัก"...

...."ความรัก"....

ก็คือรูปแบบหนึ่งของ"ความเข้าใจ"

...."
ความรัก"....

ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างสองสิ่ง หรือบางทีอาจมากกว่านั้น

...."
ความรัก"....

เป็นเสมือนน้ำยาประสาน ที่คอยเชื่อมโยงของสองสิ่งนั้นๆให้เข้าใกล้กันมากขึ้น

...."
ความรัก"....

เป็นเหมือนโอสถอันแสนวิเศษที่คอยบำรุงรักษาหัวใจให้ชุ่มชื้น มีกำลังวังชา

และ...."ความรัก"....

มักจะทำให้ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวสวยงามขึ้นเสมอ

ถ้าเราจะเปรียบคนสองคน ให้เป็นเหมือนเส้นตรงสองเส้น มีระยะห่างระหว่างกัน
(
คล้ายๆกับเลขสิบเอ็ด ....."l l".... ในการเขียนแบบอารบิค)

ระยะห่างนั้น...คงเปรียบเสมือนความแตกต่างระหว่างทั้งคู่

ที่ต่างคนก็ต่างไม่เหมือนกัน....

และไม่มีทางเหมือนกัน

แต่ถ้าวันใดวันนึง....ที่ทั้งสองเส้นเกิดมองตาแล้วรู้ใจ(ตาใส..ปิ๊งๆ)

อยากจะเริ่มต้นปฐมบทของความสัมพันธ์ระหว่างกัน

เส้นทั้งสอง...ก็จะขยับเท้าเข้าหากัน...จนมายืนอยู่บนจุดเดียวกันในที่สุด

แต่...ยังเว้นระยะช่วงบนไว้ดังเดิม

...
เพราะด้วยความต่างที่มากมาย จึงทำให้ยังไม่สามารถที่จะหลอมรวมกันเป็นเส้นตรงเส้นเดียวได้..

และไม่มีวันที่จะเป็นเส้นเดียวกันได้

ในช่วงนี้...เส้นตรงทั้งสองจึงมีรูปร่างคล้ายกับตัววี ...."V" ....ในภาษาอังกฤษ

ต่อจากนี้ไป...ถ้าทุกอย่างราบรื่น...คุยกันดี...คุยรู้เรื่อง...เห็นอกเห็นใจกัน...

ทำแต่เรื่องดีดี...ให้กัน...

...
ปลายเส้นของตัววีทั้งสองข้าง ก็จะเริ่มโค้งเข้าหากัน....

และจะมาเจอกันในที่สุด...

เมื่อ...ก่อเกิด"ความเข้าใจ"กันและกันในหัวใจของค่นทั้งคู่แล้ว

......................

........
ในท้ายที่สุด...........

ปลายด้านบนของเส้นทั้งสองก็จะมาบรรจบกันอย่างเหนียวแน่น

และเราก็จะได้...รูปหัวใจที่เอิบอิ่ม...พร่างพรายไปด้วยความรักที่มีให้กัน

.........""...........

และนี่แหละ...ที่เรียกว่า...........

............"
รัก"............




ไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนกันทุกสิ่ง...ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจกันทุกอย่าง

...
เพียงแค่รู้จัก"เว้นที่"ไว้สำหรับความแตกต่างบ้าง

เพื่อเอาไว้ ...ปรับ..เปลี่ยน... ให้อีกคนได้รู้ว่า..เรารักเค้ามากแค่ไหน

...
เพียงเท่านี้เราก็สามารถมีรักที่อบอุ่นอย่างที่ใครๆต้องอิจฉาได้แล้ว

................................................

คุณจะเดินเร็วแค่ไหนก็ได้ นั่นมันไม่สำคัญ...

เพียงแค่คุณรู้จักที่จะชะลอ...เพื่อให้คนที่คุณรักตามทัน...

...
นั่นต่างหากที่สำคัญที่สุด....

...........
เนอะๆ............. 

...เต๊นท์...

posted on 06 Aug 2008 09:55 by dnopista

วันนี้จะขอเล่าที่มาของคำว่า...."เต็นท์" ครับ
ในปัจจุบันนี้เราจะเข้าใจกันว่าคำว่า"เต็นท์"เป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษใช่มั้ยครับ...
...
แน่นอนครับว่าไม่ผิด เพราะมันมาจากภาษาอังกฤษจริงๆ..
อ้าว..แล้วจะเล่าทำไม...(คิดอย่างนี้กันใช่มั้ยครับ)
...
...
ใจเย็นๆครับ ถึงแม้ว่าเต็นท์จะถูกเข้าใจว่าเป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษ แต่จริงๆแล้วคำว่า"เต็นท์"นั้นมีที่มาจากไทยเรานี่แหละครับ..
....
ขอย้อนไปในช่วงของสงครามโลกครั้งที่ 2 นะครับ ที่มีพวกทหารจีไอ เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศเรามากมาย และแน่นอนครับ อย่างที่รู้กันว่า ความรักไม่มีพรมแดน
...
ทหารจีไอนายหนึ่งจึงได้มาตกหลุมรักกับผู้หญิงไทยนามว่า"กะทิสวย"
ความรักของทั้งสองสุกงอม หอมหวาน จนฝ่ายพ่อและแม่ของกะทิสวยยินยอมมอบลูกสาวให้กับ
นายพันโทกั๊บดุ๊ก...ด้วยเหตุที่นายทหารหนุ่มมีกิริยามารยาทที่นอบน้อม และมีสัมมาคารวะกับผู้อาวุโสอย่างน่าประทับใจ ชาวบ้านจึงจัดงานแต่งงานขึ้นภายในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่สนุกสนานอย่างยิ่ง
....
ในวันงานพันโทกั๊บดุ๊ก เกิดอาการเกร็งและตื่นเต้นอย่างมาก จึงนั่งอยู่เฉยๆกับที่ในขณะที่ชาวบ้านและเจ้าสาวออกไปเต้นร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน น้องชายของเจ้าสาวเห็นดังนั้น จึงเดินไปจูงมือของนายทหารให้ออกมาสนุกด้วยกัน
....
พี่เขย ไปเต้นกัน..
ว่าแล้วก็ฉุดให้นายทหารลุกขึ้น..
แต่ก็มีเสียงของพ่อตะโกนมาบอกว่า...
...
ไอ้หำน้อยไปเอาเนื้อย่างมาอีกซิ พาบักสีดาไปช่วยยกด้วยแล้วกัน..
หำน้อยจึงเดินไปกับนายทหารเพื่อไปเอาเนื้อย่างที่หั่นใส่จานไว้แล้ว
และเก็บไว้อย่างมิดชิดภายในกระโจมผ้าทรงสามเหลี่ยม
..
ทันทีที่นายทหารเห็นกระโจมที่ว่า...ก็รู้สึกทึ่งในภูมิปัญญาของคนไทยที่รู้จักสร้าง
อาคารชั่วคราวเพื่อใช้เก็บของ และนึกในใจว่าจะเอากลับไปใช้ที่ประเทศตน
จึงพยายามนึกชื่อของมันไว้..
...
แน่นอน ทหารย่อมมีความจำเป็นเลิศ เค้าจำได้...
...
จำได้ว่า...
บักหำน้อยเรียกไอ้กระโจมทรงสามเหลี่ยมนี้ว่า"เต้น"
(
พี่เขย..ไปเต้นกัน)
นายทหารจึงได้นำภูมิปัญญานี้ไปใช้ที่บ้านเกิดตน และด้วยรูปลักษณ์ที่จำง่าย
และการใช้งานที่สะดวก "เต้น"ของนายทหารจึงแพร่หลายและพัฒนารูปแบบให้หลากหลาย
และที่สำคัญส่งกลับมาขายที่ประเทศไทย มาหลายยุคหลายสมัย จนต่อมาออกเสียงเพี้ยนไปเป็น"เต็นท์"เพราะฝรั่งลิ้นแข็ง
ด้วยการที่คนไทยเราไม่ชอบจดบันทึก คนรุ่นหลังๆจึงนึกว่า"เต็นท์"คือสิ่งที่ฝรั่งคิดขึ้นมา
...
แต่จริงๆแล้วคือภูมิปัญญาอันน่าภาคภูมิใจของไทยเรานั่นเองครับ

edit @ 6 Aug 2008 10:15:30 by ปังดัวร์

...มังคุด...

posted on 04 Aug 2008 20:44 by dnopista

วันนี้ปอนด์น้อยขอแนะนำอีกซักคำก็แล้วกันนะครับ
เป็นภาษาอังกฤษที่เราใช้กันจนเป็นเรื่องปกติไปแล้วครับ
นั่นก็คือคำว่า..
"mangosteen"
หรือแปลเป็นไทยก็คือ "มังคุด"นั่นเองครับ
(
ลูกอัณฑะวัวมีเปลือกชัดๆ)
เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติเป็นครั้งแรกๆเลยครับ
คือพวกฝรั่งเนี่ยเค้าจะไม่ค่อยรู้จักผลไม้ของบ้านเรานักครับ สมัยนั้นเนี่ยที่กำลังป็อปๆเลยก็ต้องมะม่วง แต่คือไม่รู้ว่ามีผีตนใดไปเข้าสิงให้ฝรั่งเหล่านั้น เรียก"มะม่วง"ของเราว่า"mango"
(
อันนี้ปอนด์น้อยเองก็จนด้วยมยุราเหมือนกัน ต้องขออภัยแฟนด้วยครับ ไม่รู้จริงๆ)
แต่ก็ยังมีฝรั่งบางคนที่ไม่เคยเห็นหน้าตาของ"มะม่วง"ว่าของจริงรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง
รู้แค่เพียงว่าเป็นผลไม้ของไทยเท่านั้น จึงมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นเพราะฝรั่งกลุ่มนั้น ได้มาเที่ยวเมืองไทยเป็นครั้งแรก ก็เลยอยากลิ้มลองรสชาติของmangoว่าเป็นยังไง จึงได้เข้าไปเดินหาซื้อที่ตลาด พอดีว่าหน้านั้นมันเป็นหน้ามังคุด จึงไม่มีมะม่วงขาย แต่แน่นอนว่าเค้าไม่รู้ เมื่อเห็นแม่ค้าขายมังคุดแล้วก็บอกว่า...

ฝรั่ง---------แมงโก้ แมงโก้?
แม่ค้า-------แมงโก้อะไร ไม่รู้จักมีแต่มังคุด จะเอามั้ย?

(
ฝรั่งทำหน้างง เพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง)
(
พอดีมองเห็นมังคุดวางอยู่ จึงชี้ไปที่มังคุด แล้วก็ถามว่า..)

ฝรั่ง---------แมงโก้?
แม่ค้า-------ไม่รู้จัก มีแต่มังคุด จะเอามั้ย?
ฝรั่ง---------แมงโก้?
แม่ค้า-------กูบอกว่ามีแต่มังคุด เอ๊ะมึงนี่

(
แม่ค้าเริ่มหัวเสีย คุยก็ไม่รู้เรื่องแถมยังไม่รู้ว่าจะซื้อหรือป่าว)
(
ส่วนฝรั่งก็อยากกินเหลือเกิน ชี้แล้วก็ถามอยู่นั่น ว่าแมงโก้หรือเปล่า)

ฝรั่ง---------แมงโก้?
แม่ค้า-------เอ๊ะ ก็บอกว่ามีแต่มังคุด พูดไม่รู้เรื่องหรือไงวะ

(
แม่ค้าเสียงดังจนทำเอาฝรั่งอึ้งไปด้วยความตกใจ)
(
แต่ด้วยความอยากกินจึงรวบรวมความกล้าแล้วถามเป็นครั้งสุดท้าย ว่า...)

ฝรั่ง---------แมงโก้?

(
แม่ค้าหมดความอดทน ตวาดด่าขึ้นมาเสียงลั่นตลาด)

แม่ค้า-------แมงโก้ส้นตีน!!!!!แมงโก้ส้นตีน!!!!!!!
กูบอกว่ามีแต่มังคุด..มึงจะเอาแมงโก้ส้นตีนอะไร!!!!!!!!!

(
ฝรั่งอึ้งไปชั่วครู่ เหมือนกำลังใช้ความคิด)
(
ซักพักก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก)
(
อยู่ๆก็ยิ้ม และพูดขึ้นว่า..)

ฝรั่ง--------Ohh..I'm very fool!!!
this is mangosteen!!!!!!!!!!..Ohh..I see
it is some type of mango..
Ohh..I know...I know
OK!!!!!!!

(
แม่ค้างงกับท่าทีของฝรั่ง แต่พอได้ยินคำว่าโอเคก็ตักมังคุดใส่ถุงจนหมด)

แม่ค้า-------โอเค

(
ฝรั่งจ่ายเงินตามที่แม่ค้าเขียนใส่กระดาษให้ พร้อมกับยิ้มแป้นรับถุงมังคุดไป)
(
แม่ค้างงนิดหน่อยแต่ก็โอเคเพราะขายหมด สรุปคือยิ้มทั้งคู่ มีความสุขกันไปถ้วนหน้า)

หลังจากที่มังคุดในถุงนั้นเดินทางไปกับฝรั่งคนนั้นตั้งแต่นั้นมา
ชาวต่างชาติก็เรียก "มังคุด"ว่า...
mangosteen = (
แมงโก้ส้นตีน)
จวบจนทุกวันนี้ครับ