...คำไทย ใคร่รู้...

posted on 04 Aug 2008 00:34 by dnopista

ฟักเขียว หมายถึง ฟักที่มีสีเหลืองเขียว
ฟักทอง หมายถึง ฟักที่มีสีเหลืองทอง
ฟักยู หมายถึง ฟักที่มีสีเหลืองยู
...............................................................................................
กรวย หมายถึง ผลไม้ชนิดหนึ่ง นิยมนำมาทำเป็นของหวาน
เช่น กรวยฉาบ กรวยแขกหรือกรวยบวชชี เป็นต้น
กรวยตั้งอยู่กลางถนน หมายถึง ผลไม้ชนิดหนึ่ง นิยมนำมาทำเป็นของหวาน
เช่น กรวยฉาบ กรวยแขกหรือกรวยบวชชี ถูกทิ้งร้างไว้กลางถนน
................................................................................................
นักร้องรับจ้าง หมายถึง รับจ้างเป็นนักร้อง
มือปืนรับจ้าง หมายถึง รับจ้างเป็นมือปืน
มอเตอร์ไซด์รับจ้าง หมายถึง รับจ้างเป็นมอเตอร์ไซด์ เอ้า...มาขี่ผมเร๊ววววววว
เย๊ยยยยยยยยย...คนนะไม่ใช่หมีโคอาล่า
................................................................................................
บรามัน หมายถึง ชื่อของวัวชนิดหนึ่งที่มีนมเยอะ
บราเซียร์ หมายถึง ชื่อของเสื้อชนิดหนึ่งนิยมใช้กับคนที่มีนมเยอะ
................................................................................................
กูรู หมายถึง เดิมเป็นคำตอบสำหรับคำถามประเภทที่ว่า
"
ใครรู้เกี่ยวกับเรื่อง นี้บ้าง?"
แน่นอน..เราก็จะตอบว่า"กูรู"
จนในปัจจุบันได้กลายเป็นคำที่สื่อถึงคน...
ที่มีความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างจริงจัง
กูเกิ้ล หมายถึง ประโยคแนะนำตัวอย่างสั้นของคนชื่อเกิ้ล
ที่มักใช้เฉพาะกับกลุ่มคนที่สนิทเท่านั้น
เช่น มึงคือใคร? กูเกิ้ลเว้ย..กูสมถึง ส่วนกูออมศักดิ์ว่ะ
................................................................................................
so cute
หมายถึง น่ารักจิง..จิ๊งงงงง
so cool
หมายถึง เจ๋ง..จิง..จิ๊งงงงงงง
so far
หมายถึง ไกล..จิง..จิ๊งงงง
so fee
หมายถึง กระชับ..จิง..จิ๊งงงงงง
"...
ไม่ห่อตัวไม่ซึมเปื้อน...โซฟีแบบกระชับ"
SIZE M!!!!!!!!!!!(
เสียงเด็ก)
(
ไม่ใช่ มามี่โป๊กโกะ!!!!!!!!!!!!!)

...เย็นตาโฟ...

posted on 03 Aug 2008 00:18 by dnopista

ที่มาของ "เย็นตาโฟ" นั้นนะครับ


เริ่มมาจากว่า...


   แต่เดิมแล้ว เย็นตาโฟเนี่ยมันเป็นอาหารเฉพาะของชาวประมงแถบภาคใต้ของเรานี่เอง ที่ออกเรือไปนานแล้วดันไปติดเกาะ เพราะใบเรือเสียเลยจำต้องอยู่ที่เกาะนั้นจนกว่าจะซ่อมใบเรือเสร็จ
นานเข้าเสบียงก็เริ่มร่อยหรอลงทุกที ชาวประมงจึงต้องหาอาหารเพิ่มเพื่อประทังชีวิต แต่ทำไงล่ะครับ เรือไม่มีแน่นอนว่าก็ต้องหาอาหารแถวนั้น ซึ่งสิ่งที่พบเห็นได้ง่ายที่สุดก็คือแมงกระพรุนที่โดนน้ำซัดมาเกยตื้น กับผักบุ้งทะเล สาเหตุที่ต้องใส่ผักบุ้งทะเลนั้น ก็มาจากความเชื่อที่ว่าในตัวผักบุ้งทะเลจะมีสารยับยั้งพิษของแมงกระพรุนอยู่(อันนี้ถามชาวประมงดูได้) ก็เลยใส่ป้องกันไว้เผื่อว่าเอาพิษออกไม่หมด เดี๋ยวจะตายกันทั้งเรือ ส่วนองค์ประกอบอื่นๆในชามก็หาจากใต้ท้องเรืออ่ะครับ พวกปลาหมึกแห้งๆที่ตกหล่นตอนเอาไปขาย หรือจะเป็นพวกเนื้อปลาสับที่รวนไว้กินตอนเสบียงหมด(นี่คือที่มาของลูกชิ้นและก็ปลาเส้นยังไงล่ะครับ) ส่วนเส้นนั้น แต่ก่อนไม่มีเส้นครับ(จะไปเอามาจากไหน)แต่ที่ภายหลัง เย็นตาโฟมีเส้นก็เพราะว่า ด้วยรูปร่างหน้าตาแล้วน่าจะถูกจัดเข้าในกลุ่มอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวจึงถูกเอามาดัดแปลงให้กินกับเส้นได้หลายชนิด ส่วนเครื่องปรุงสุดท้ายที่แปลกแยกที่สุด นั่นก็คือ"เต้าหู้ยี๊" ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยว่า ทำไมถึงเอาไอ้เต้าหู้สีแดงนี่มาใส่ ดูไม่เข้ากันเลย...ทีแรกผมเองก็คิดงั้นครับ แต่พอทราบถึงที่มาของมันแล้วถึงกับอึ้ง


   เพราะไอ้ที่เค้าใส่กันที่แรก มันไม่ใช่เต้าหู้ยี๊ครับแต่มันเป็นเต้าหู้ขาวธรรมดาๆนี่แหละ ของใต้ก๋งเรือที่แกเอาไว้กินกะข้าวต้ม ส่วนสีแดงก็คือเลือดของชาวประมงกว่าสิบชีวิตที่สาบานว่าจะช่วยกันจนกว่าจะได้กลับบ้าน คล้ายๆกับน้ำร่วมสาบานอะไรทำนองนั้นอ่ะครับ พอเททุกอย่างลงชามทุกคนก็กินร่วมกัน และที่น่าแปลกกว่านั้นก็คือในที่สุดใบเรือก็ซ่อมเสร็จและพวกเค้าก็ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ตั้งแต่นั้นมาเลยมีการผสมสีแดงในเต้าหู้ยี๊เอาไว้ให้ระลึกถึง คำสัตย์ที่ผู้กล้าเหล่านั้นได้ให้ไว้ต่อกันครับ


   ประทับใจกันใช่มั้ยครับ...ใครจะรู้ว่าไอ้แค่เย็นตาโฟที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ จะมีที่มาน่าอัศจรรย์ใจถึงเพียงนี้ ถึงขนาดฮอลลีวู๊ดได้แรงบรรดาลใจ เอาไปสร้างเป็นหนังโจรสลัดชื่อดัง ที่มีสามภาค ทำรายได้ถล่มทลายกันเลยที่เดียว


...นี่แหละครับ..."


พลังเย็นตาโฟ...พลังชาวประมง"    

เอ่อ...ลืมบอกไปครับว่า..แล้วไอ้ที่มาของชื่อ"เย็นตาโฟ"มันได้มายัง...
ไม่มีอะไรมากครับ...
จากตำนานของอาหารถ้วยนั้น...ทำให้ในอีกหลายๆสาขาอาชีพที่ได้รู้เรื่องราว
เอาไปใช้เพื่อปลุกระดม ให้ร่วมแรงร่วมใจกันทำอะไรให้สำเร็จให้ได้ แม้ตายก็ยอม
เลยมีคนกลุ่มหนึ่งเรียกมันว่า...ยอม ตาย ฟอร์(FOR).................
(
พอดีมีฝรั่งอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย)เพื่อเป็นเหมือนอาหารร่วมสาบาน
ที่เราจะกินร่วมกันเพื่อ(FOR).........................(เติมงานนั้นๆในช่องว่าง)
นานเข้า...ยอมตายฟอร์..ก็เลยค่อยๆเพี้ยน...เพี้ยน..
และก็เพี้ยนมาจนเป็น"เย็นตาโฟ"ในที่สุดนี่แหละครับ

edit @ 3 Aug 2008 00:20:21 by ปังดัวร์

   ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อความภายในนะครับ ผมต้องขอบอกก่อนว่า เรื่องที่เพื่อนๆกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้มีความเกี่ยวข้องกับ “นม”ล้วนๆเลยนะครับ ไม่ใช่นมเม็ด นมผง หรือน้ำนมในกล่องยูเอชทีอย่างที่หลายคนพยายามจะคิดแน่นอนครับ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “นม”เน้นๆ ครับ นมของมนุษย์เรานี่แหละครับ นมที่มีลักษณะนามว่า “เต้า” ครับ แล้วก็จะเน้นไปที่นมของผู้หญิงด้วยนะครับ

   ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าผมได้ลองวิเคราะห์และเปรียบเทียบดูแล้วว่า นมของผู้ชายนั้นไม่ได้มีอิทธิพลใดๆกับสภาพสังคมและสภาพจิตใจได้เทียบเท่ากับนมของผู้หญิงอย่างแน่นอน จึงขอเขียนเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับนมของผู้หญิงเท่านั้นครับ ดังนั้นสำหรับเพื่อนๆที่คิดว่ามันเป็นเรื่องลามกน่ารังเกียจแล้วล่ะก็ แนะนำให้ไปอ่านเรื่องอื่นๆก่อนหน้าจะดีกว่านะครับ

  
   เอาล่ะครับ หลังจากที่ได้เตือนกันไปแล้วในย่อหน้าข้างบน ผมเชื่อว่าคงยังจะได้เจอกับเพื่อนๆทุกคนอยู่ดีเพราะเชื่อว่าเรื่องเกี่ยวกับ “นม” ที่ผมกำลังจะเขียนต่อไปนี้มันต้องมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่อย่างแน่นอนใช่มั้ยครับ แน่นอนว่าเพื่อนๆคิดไม่ผิดหรอกครับ “นม”ของผู้หญิงนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดสิ่งหนึ่งบนโลก
แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าผมเป็นไอ้พวกโรคจิตชอบแอบดูนมของคนอื่นนะครับ เรื่องของ “นม” ที่ผมจะพูดถึงนั้นเกี่ยวกับอิทธิพลต่างๆในสังคมที่มันเกิดขึ้นจากนมเพียงหนึ่งเต้าหรือหลายเต้า รวมถึงพฤติกรรมการใช้นมอย่างผิดประภทของมนุษย์และจะวนมาจบที่ความรู้สึกของมนุษย์เมื่อได้ใช้นมอย่างถูกวิธีกันครับ


   เริ่มจากเรามาลองวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของการสร้าง “นม”ในสิ่งมีชีวิตกันก่อนนะครับ 
   จากการที่ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับระบบร่างกายของสิ่งมีชีวิตมาบ้าง ทำให้พอจะสรุปหน้าที่หลักของนมในสิ่งมีชีวิตได้ว่า...
    ...เอาไว้ใช้สำหรับเก็บน้ำนมที่จะถูกผลิตขึ้นเพื่อเตรียมใช้เป็นอาหารมื้อแรกของทายาทตัวน้อยที่กำลังจะออกมาลืมตาดูโลก ซึ่งในน้ำนมนั้นจะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างครบถ้วนและเจ้าตัวเล็กที่เพิ่งเกิดมาก็ต้องอาศัยน้ำนมนี้เป็นอาหารหลักจนกว่าจะโต ดังนั้นน้ำนมที่ถูกผลิตขึ้นจึงมีปริมาณที่มากพอสมควร ด้วยเหตุนี้เอง “นม” จึงมีลักษณะเป็นถุงน้ำที่นุ่มนิ่มที่จุได้เยอะและสามารถใช้ปากดูดได้อย่างไม่ระคายเคือง ซึ่งลักษณะตามที่กล่าวมานี้จึงไปปรากฏอยู่ที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกันนั่นคือ

ใช้นมเพื่อการ “เลี้ยงลูก” นั่นเอง

    จะมีก็แต่มนุษย์เท่านั้นครับที่แตกต่างออกไป เพราะนอกจากมนุษย์จะใช้ประโยชย์จาก “นม” ในการเลี้ยงลูกแล้ว มนุษย์ยังใช้นมในวัตถุประสงค์อื่นๆอีกมากมาย
   เนื่องจากว่า “นม” ในสังคมมนุษย์นั้นนอกจากจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเลี้ยงลูกแล้ว ในยุคแรกเริ่มนั้นยังเชื่อว่า “นม” ในมนุษย์ทำหน้าที่เป็นสิ่งเร้าตามธรรมชาติที่จะกระตุ้นให้มนุษย์เกิดกระบวนการสืบพันธุ์เพื่อขยายพันธุ์อีกด้วย
   แต่เนื่องจากมนุษย์เราเป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวที่สามารถทำตัวอยู่เหนือธรรมชาติและอีกทั้งยังสามารถควบคุมสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่อยู่ในตัวได้ เราจึงเป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวที่สามารถเข้าสู่กระบวนการร่วมเพศได้โดยปราศจากเงื่อนไขเรื่องการสืบพันธุ์ แต่กลับร่วมเพศกันเพื่อสนองความต้องการและความสุขสมทางอารมณ์เสียมากกว่า
   ดังนั้น “นม” จึงถือเป็นสิ่งเร้าชั้นดีที่ผู้หญิงหลายคนอยากได้อยากมีถึงขนาดยอมไปทำศัลยกรรมเพื่อให้มันดูเย้ายวนใจ
   เพราะว่าพอมี “นม” แล้วงานก็มา เงินก็มา ผู้ชายก็มาและอีกหลายๆอย่างก็ตามมาอย่างไม่น่าเชื่อ
    ไม่เชื่อลองดูดาราบนจอทีวีสิครับแค่นมใหญ่ก็ดังแล้ว หรือใครอยากดังก็แค่ทำนมหก ถึงมันจะฟังดูขำๆ แต่เอาเข้าจริงก็ได้ผลทุกราย จนทำให้เรารู้สึกว่า “นม” น่าจะเป็นอวัยวะที่สามรองจากมือและเท้าที่สามารถใช้ไต่ขึ้นที่สูงได้ หรือที่เราเรียกกันว่า “ไต่เต้า” กันนั่นแหละครับ (อันที่จริงควรจะเรียกว่าเอาเต้าไต่เสียมากกว่า)(ฮา)
   อีกทั้งเรื่อง “นมใหญ่” หรือ “นมเล็ก” ก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้หญิงหลายคน จนเกือบจะเป็นเรื่องหลักๆที่ถูกทักหลังจากที่สนิทกันแล้วด้วยซ้ำ ทั้งที่มีอวัยวะส่วนอื่นให้ทักให้สังเกตุกันมากมาย แต่ก็ไม่เคยมีใครที่จะสามารถหลุดพ้นออกไปจากอิทธิพลของมันได้เลย จนกลายเป็นคำล้อประจำวัฒนธรรมไทยของเราไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น...
   อกไข่ดาว...อกลูกเกดแปะผนัง...อกไม้กระดาน...แยกไม่ออกเลยว่าด้านไหนคือด้านหน้า ด้านไหนคือด้านหลัง ฯลฯ
   รวมถึงผู้ชายบางคนยังเอาเหตุผลนี้มาเป็นข้ออ้างในการ “เลือก” หรือ “เลิก” เสียด้วยซ้ำ นั่นก็เป็นเพราะอิทธิพลของ “นม” ที่มันส่งผลกับสังคมเรานั่นเองครับ

   จากทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าอิทธิพลของ “นม” นั้นมีมากมายขนาดไหนใช่มั้ยครับ ปัจจุบันมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปโดยปริยายและพัฒนากลายเป็นความเชื่อหลักที่ดูจริงจังจนบางครั้งถึงกับต้องห้ามนำเรื่องพวกนี้มาล้อเลียนกัน เพราะถือว่ามันคือ “ปมด้อย” ที่ไม่ควรนำมากล่าวซ้ำเติมกันเลยทีเดียวครับและสุดท้ายยังมีอีกหนึ่งคุณประโยชน์ที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คือ “การใช้นมเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการร่วมเพศของมนุษย์”

   “การใช้นมเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการร่วมเพศของมนุษย์” นั้นถือเป็นการใช้นมอย่างผิดวัตุประสงค์ในการสร้างที่ดูจะจริงจังและมีความเป็นสากลที่สุดเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆ อีกทั้งมันยังได้พัฒนาจนกลายไปเป็นแบบแผนในการมีเพศสัมพันธุ์ของมนุษย์ ที่ใช้ปฏิบัติกันจนเป็นเรื่องปกติไปซะแล้ว
   มาถึงย่อหน้านี้ผมก็ยังขอย้ำนะครับว่า ไม่ได้มีเจตนาจะเขียนเรื่องลามกอนาจารแต่อย่างใด เพียงแต่มันมีความสำคัญมากที่ผมจะต้องยกเอาเรื่องบทบาทของนมในการร่วมเพศมาเปรียบเทียบให้เห็นกันก่อน เนื่องจากมันจะทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบที่ชัดเจนในบทสรุปตอนท้าย ซึ่งยังให้คำแนะนำเพื่อนๆเหมือนเดิมคือ ...ไม่เหมาะสำหรับคนขวัญอ่อนนะครับ....(ฮา)

   ปัจจุบัน “นม” ถือเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญมากไม่แพ้อวัยวะอื่นใดในการร่วมเพศของมนุษย์นะครับ เพราะเป็นจุดสำคัญในการเล้าโลมโหมอารมณ์และยังเป็นอวัยวะที่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลาที่ดำเนินภาระกิจ เนื่องด้วยลักษณะของนมนั้นมีลักษณะเป็นถุงนุ่มนิ่ม ยื่นออกมาจากร่างกาย มีจงอยเล็กๆนิ่มๆยื่นออกมาจากตำแหน่งกึ่งกลางเต้า หรือที่เราเรียกว่า “หัวนม” นั่นเองครับ มันใช้ทำหน้าที่เป็นท่อปลายทางของการลำเลียงน้ำนมอันมากด้วยคุณค่ามาสู่ปากของลูกน้อยในยามที่มนุษย์เราต้องแปลงสภาพกลายเป็น “แม่”นั่นเองครับ ซึ่งเราจะคุ้นเคยกับมันมาตั้งแต่เราลืมตาออกมาดูโลกเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ยังจำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำไป อีกทั้งขนาดของ “นม” นั้นยังมีขนาดพอเหมาะพอดีกับมือของมนุษย์ ดังนั้นเราจึงสามารถ “ใช้งาน” “นม” ได้โดยสัญชาตญาณอย่างที่ไม่ต้องมีใครมาสอน นั่นคือการ...บีบ...คลึง...เค้น...ขยำ...เลีย...และที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ “การดูด”ครับ ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าอาการของคนที่โดน “ดูด”นมนั้น จะมีอาการสุขเสียวสะท้านไปทั้งร่างกายจนถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้ในการร่วมเพศเลยทีเดียว (อันนี้ผมสังเกตุจากภาพยนต์ญี่ปุ่นหลายๆเรื่องอ่ะนะครับ โปรดอย่าได้คิดเป็นอื่น)

   แต่จุดนี้นี่แหละครับที่มันสำคัญ(เฮ้อออ ได้เข้าเรื่องซะที เขียนจนจะกลายเป็นนิยายอีโรติกอยู่แล้ว เหอๆ)
   ที่ว่ามันสำคัญนั้นก็คือ มันเริ่มจากความสงสัยใคร่รู้ของผมเองที่ว่า มนุษย์เพศหญิงนั้นเมื่อเข้าสู่ระบบการสืบพันธุ์ “นม” ของเธอจะถูกใช้โดยจุดประสงค์อื่นก่อนที่จะได้มาใช้เป็นถุงเสบียงสำหรับเจ้าตัวน้อย ดังนั้นอย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า การที่เราใช้นมในการร่วมเพศนั้นมันจะก่อให้เกิดความรู้สึกแบบไหน ซึ่งถ้าการร่วมเพศนั้นเป็นไปในระยะที่อุดมสมบูรณ์ของฝ่ายหญิง เธอก็จะให้กำเนิดเจ้าตัวน้อยออกมา
   ตอนนี้แหละครับที่ผมสงสัยมากว่า ตอนที่ผู้หญิงจะต้องเปลี่ยนหน้าที่ของ “นม” จากเป็นอวัยวะที่สร้างความสุขสมให้กับตนและคู่รัก ให้กลายมาเป็น อวัยวะที่ใช้สำหรับมอบสารอาหารแก่ลูกน้อย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมันจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ในเมื่อการใช้งานนั้นมันมันต้องใช้กิริยาอาการ “ดูด” เหมือนกัน ที่ตัวผมเองเกิดข้อสงสัยนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะดูถูกเพศแม่แต่อย่างใดนะครับ เพราะผมเองก็รักแม่ของผมมาก เพียงแต่มองมันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่า

.......ถ้าไอ้ต่อมรับความรู้สึกจากการดูดนั้นมันยังเป็นต่อมเดิม ดังนั้นถ้าเกิดกิริยาเดิมขึ้นที่บริเวณนั้นมันก็น่าจะให้ความรู้สึกแบบเดิมด้วย.......ไม่ใช่หรือครับ

   แต่สิ่งที่น่าแปลกคือคำตอบจากเหล่าเพื่อนๆผู้หญิงของผมต่างหากครับ เธอมีเจ้าตัวน้อยกันทุกคนแล้วผมจึงไม่อายที่จะถามกันตรงๆว่า ไอ้ความรู้สึกตอนที่โดนเจ้าตัวน้อยดูดนมเป็นครั้งแรกเนี่ย มันรู้สึกยังไง เสียวแปล๊บ จั๊กจี้ คันหรืออะไรอีกมากมายที่ผมยกตัวอย่างให้เธอเลือก แต่เพื่อนๆเชื่อมั้ยครับคำตอบที่ผมได้รับจากปากเพื่อนทุกคนก็คือ....

...“เจ็บ”...
   ...แต่มันเป็นความเจ็บที่แปลกประหลาด เพราะว่ามันรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก มันรู้สึกเหมือนชีวิตของเรากับเจ้าตัวน้อยที่ปากกำลังดูดอยู่ที่นมของแม่อย่างเอาจริงเอาจังมันหลอมรวมกันเป็นร่างเดียว อบอุ่นมากๆ อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ...
   เพื่อนของผมบางคนถึงกับน้ำตาไหลร้องไห้ออกมา เธอว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีมากอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน คนแล้วคนเล่าที่ผมเฝ้าถามเพื่อหาคำตอบที่เป็นกลางแต่ไม่มีครั้งใดเลยที่ผมจะได้คำตอบอย่างอื่น

    คงเป็นนี่กระมังสิ่งที่จะเปลี่ยนโลกนี้ได้ สิ่งที่อยู่เหนือกฏเกณฑ์ทุกอย่าง สิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้เสมอ สิ่งที่แม้แต่ระบบประสาทอันแสนเที่ยงตรงของมนุษย์ก็ยังต้องหลีกทางให้กับ...

... “จิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก” ...

   ที่แม่ผู้ให้กำเนิดถ่ายทอดออกมาสู่ลูกน้อยเป็นสายใยที่แน่นเหนียวที่สุดในโลกนี้ นี่กระมังคือความลับของจักรวาลที่ทำให้โลกนี้ยังคงน่าอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

.......................ดังนั้น เรามารักคุณแม่กันให้มากๆนะครับ...(ยิ้ม)........................


ปล.บอกแล้วว่าไม่ลามก อิอิ เห็นมั้ย อ่านแล้วก็ยิ้มกันทุกคน เหอๆ กริ๊วววววววววววววววววววววววววววว

edit @ 2 Aug 2008 02:37:55 by ปังดัวร์