แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าผมเป็นไอ้พวกโรคจิตชอบแอบดูนมของคนอื่นนะครับ เรื่องของ “นม” ที่ผมจะพูดถึงนั้นเกี่ยวกับอิทธิพลต่างๆในสังคมที่มันเกิดขึ้นจากนมเพียงหนึ่งเต้าหรือหลายเต้า รวมถึงพฤติกรรมการใช้นมอย่างผิดประภทของมนุษย์และจะวนมาจบที่ความรู้สึกของมนุษย์เมื่อได้ใช้นมอย่างถูกวิธีกันครับ
เริ่มจากเรามาลองวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของการสร้าง “นม”ในสิ่งมีชีวิตกันก่อนนะครับ
จากการที่ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับระบบร่างกายของสิ่งมีชีวิตมาบ้าง ทำให้พอจะสรุปหน้าที่หลักของนมในสิ่งมีชีวิตได้ว่า...
...เอาไว้ใช้สำหรับเก็บน้ำนมที่จะถูกผลิตขึ้นเพื่อเตรียมใช้เป็นอาหารมื้อแรกของทายาทตัวน้อยที่กำลังจะออกมาลืมตาดูโลก ซึ่งในน้ำนมนั้นจะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างครบถ้วนและเจ้าตัวเล็กที่เพิ่งเกิดมาก็ต้องอาศัยน้ำนมนี้เป็นอาหารหลักจนกว่าจะโต ดังนั้นน้ำนมที่ถูกผลิตขึ้นจึงมีปริมาณที่มากพอสมควร ด้วยเหตุนี้เอง “นม” จึงมีลักษณะเป็นถุงน้ำที่นุ่มนิ่มที่จุได้เยอะและสามารถใช้ปากดูดได้อย่างไม่ระคายเคือง ซึ่งลักษณะตามที่กล่าวมานี้จึงไปปรากฏอยู่ที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกันนั่นคือ
ใช้นมเพื่อการ “เลี้ยงลูก” นั่นเอง
จะมีก็แต่มนุษย์เท่านั้นครับที่แตกต่างออกไป เพราะนอกจากมนุษย์จะใช้ประโยชย์จาก “นม” ในการเลี้ยงลูกแล้ว มนุษย์ยังใช้นมในวัตถุประสงค์อื่นๆอีกมากมาย
เนื่องจากว่า “นม” ในสังคมมนุษย์นั้นนอกจากจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเลี้ยงลูกแล้ว ในยุคแรกเริ่มนั้นยังเชื่อว่า “นม” ในมนุษย์ทำหน้าที่เป็นสิ่งเร้าตามธรรมชาติที่จะกระตุ้นให้มนุษย์เกิดกระบวนการสืบพันธุ์เพื่อขยายพันธุ์อีกด้วย
แต่เนื่องจากมนุษย์เราเป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวที่สามารถทำตัวอยู่เหนือธรรมชาติและอีกทั้งยังสามารถควบคุมสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่อยู่ในตัวได้ เราจึงเป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวที่สามารถเข้าสู่กระบวนการร่วมเพศได้โดยปราศจากเงื่อนไขเรื่องการสืบพันธุ์ แต่กลับร่วมเพศกันเพื่อสนองความต้องการและความสุขสมทางอารมณ์เสียมากกว่า
ดังนั้น “นม” จึงถือเป็นสิ่งเร้าชั้นดีที่ผู้หญิงหลายคนอยากได้อยากมีถึงขนาดยอมไปทำศัลยกรรมเพื่อให้มันดูเย้ายวนใจ
เพราะว่าพอมี “นม” แล้วงานก็มา เงินก็มา ผู้ชายก็มาและอีกหลายๆอย่างก็ตามมาอย่างไม่น่าเชื่อ
ไม่เชื่อลองดูดาราบนจอทีวีสิครับแค่นมใหญ่ก็ดังแล้ว หรือใครอยากดังก็แค่ทำนมหก ถึงมันจะฟังดูขำๆ แต่เอาเข้าจริงก็ได้ผลทุกราย จนทำให้เรารู้สึกว่า “นม” น่าจะเป็นอวัยวะที่สามรองจากมือและเท้าที่สามารถใช้ไต่ขึ้นที่สูงได้ หรือที่เราเรียกกันว่า “ไต่เต้า” กันนั่นแหละครับ (อันที่จริงควรจะเรียกว่าเอาเต้าไต่เสียมากกว่า)(ฮา)
อีกทั้งเรื่อง “นมใหญ่” หรือ “นมเล็ก” ก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้หญิงหลายคน จนเกือบจะเป็นเรื่องหลักๆที่ถูกทักหลังจากที่สนิทกันแล้วด้วยซ้ำ ทั้งที่มีอวัยวะส่วนอื่นให้ทักให้สังเกตุกันมากมาย แต่ก็ไม่เคยมีใครที่จะสามารถหลุดพ้นออกไปจากอิทธิพลของมันได้เลย จนกลายเป็นคำล้อประจำวัฒนธรรมไทยของเราไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น...
อกไข่ดาว...อกลูกเกดแปะผนัง...อกไม้กระดาน...แยกไม่ออกเลยว่าด้านไหนคือด้านหน้า ด้านไหนคือด้านหลัง ฯลฯ
รวมถึงผู้ชายบางคนยังเอาเหตุผลนี้มาเป็นข้ออ้างในการ “เลือก” หรือ “เลิก” เสียด้วยซ้ำ นั่นก็เป็นเพราะอิทธิพลของ “นม” ที่มันส่งผลกับสังคมเรานั่นเองครับ
จากทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าอิทธิพลของ “นม” นั้นมีมากมายขนาดไหนใช่มั้ยครับ ปัจจุบันมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปโดยปริยายและพัฒนากลายเป็นความเชื่อหลักที่ดูจริงจังจนบางครั้งถึงกับต้องห้ามนำเรื่องพวกนี้มาล้อเลียนกัน เพราะถือว่ามันคือ “ปมด้อย” ที่ไม่ควรนำมากล่าวซ้ำเติมกันเลยทีเดียวครับและสุดท้ายยังมีอีกหนึ่งคุณประโยชน์ที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คือ “การใช้นมเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการร่วมเพศของมนุษย์”
“การใช้นมเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการร่วมเพศของมนุษย์” นั้นถือเป็นการใช้นมอย่างผิดวัตุประสงค์ในการสร้างที่ดูจะจริงจังและมีความเป็นสากลที่สุดเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆ อีกทั้งมันยังได้พัฒนาจนกลายไปเป็นแบบแผนในการมีเพศสัมพันธุ์ของมนุษย์ ที่ใช้ปฏิบัติกันจนเป็นเรื่องปกติไปซะแล้ว
มาถึงย่อหน้านี้ผมก็ยังขอย้ำนะครับว่า ไม่ได้มีเจตนาจะเขียนเรื่องลามกอนาจารแต่อย่างใด เพียงแต่มันมีความสำคัญมากที่ผมจะต้องยกเอาเรื่องบทบาทของนมในการร่วมเพศมาเปรียบเทียบให้เห็นกันก่อน เนื่องจากมันจะทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบที่ชัดเจนในบทสรุปตอนท้าย ซึ่งยังให้คำแนะนำเพื่อนๆเหมือนเดิมคือ ...ไม่เหมาะสำหรับคนขวัญอ่อนนะครับ....(ฮา)
ปัจจุบัน “นม” ถือเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญมากไม่แพ้อวัยวะอื่นใดในการร่วมเพศของมนุษย์นะครับ เพราะเป็นจุดสำคัญในการเล้าโลมโหมอารมณ์และยังเป็นอวัยวะที่สามารถใช้งานได้ตลอดเวลาที่ดำเนินภาระกิจ เนื่องด้วยลักษณะของนมนั้นมีลักษณะเป็นถุงนุ่มนิ่ม ยื่นออกมาจากร่างกาย มีจงอยเล็กๆนิ่มๆยื่นออกมาจากตำแหน่งกึ่งกลางเต้า หรือที่เราเรียกว่า “หัวนม” นั่นเองครับ มันใช้ทำหน้าที่เป็นท่อปลายทางของการลำเลียงน้ำนมอันมากด้วยคุณค่ามาสู่ปากของลูกน้อยในยามที่มนุษย์เราต้องแปลงสภาพกลายเป็น “แม่”นั่นเองครับ ซึ่งเราจะคุ้นเคยกับมันมาตั้งแต่เราลืมตาออกมาดูโลกเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ยังจำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำไป อีกทั้งขนาดของ “นม” นั้นยังมีขนาดพอเหมาะพอดีกับมือของมนุษย์ ดังนั้นเราจึงสามารถ “ใช้งาน” “นม” ได้โดยสัญชาตญาณอย่างที่ไม่ต้องมีใครมาสอน นั่นคือการ...บีบ...คลึง...เค้น...ขยำ...เลีย...และที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ “การดูด”ครับ ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าอาการของคนที่โดน “ดูด”นมนั้น จะมีอาการสุขเสียวสะท้านไปทั้งร่างกายจนถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้ในการร่วมเพศเลยทีเดียว (อันนี้ผมสังเกตุจากภาพยนต์ญี่ปุ่นหลายๆเรื่องอ่ะนะครับ โปรดอย่าได้คิดเป็นอื่น)
แต่จุดนี้นี่แหละครับที่มันสำคัญ(เฮ้อออ ได้เข้าเรื่องซะที เขียนจนจะกลายเป็นนิยายอีโรติกอยู่แล้ว เหอๆ)
ที่ว่ามันสำคัญนั้นก็คือ มันเริ่มจากความสงสัยใคร่รู้ของผมเองที่ว่า มนุษย์เพศหญิงนั้นเมื่อเข้าสู่ระบบการสืบพันธุ์ “นม” ของเธอจะถูกใช้โดยจุดประสงค์อื่นก่อนที่จะได้มาใช้เป็นถุงเสบียงสำหรับเจ้าตัวน้อย ดังนั้นอย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า การที่เราใช้นมในการร่วมเพศนั้นมันจะก่อให้เกิดความรู้สึกแบบไหน ซึ่งถ้าการร่วมเพศนั้นเป็นไปในระยะที่อุดมสมบูรณ์ของฝ่ายหญิง เธอก็จะให้กำเนิดเจ้าตัวน้อยออกมา
ตอนนี้แหละครับที่ผมสงสัยมากว่า ตอนที่ผู้หญิงจะต้องเปลี่ยนหน้าที่ของ “นม” จากเป็นอวัยวะที่สร้างความสุขสมให้กับตนและคู่รัก ให้กลายมาเป็น อวัยวะที่ใช้สำหรับมอบสารอาหารแก่ลูกน้อย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมันจะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ในเมื่อการใช้งานนั้นมันมันต้องใช้กิริยาอาการ “ดูด” เหมือนกัน ที่ตัวผมเองเกิดข้อสงสัยนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะดูถูกเพศแม่แต่อย่างใดนะครับ เพราะผมเองก็รักแม่ของผมมาก เพียงแต่มองมันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่า
.......ถ้าไอ้ต่อมรับความรู้สึกจากการดูดนั้นมันยังเป็นต่อมเดิม ดังนั้นถ้าเกิดกิริยาเดิมขึ้นที่บริเวณนั้นมันก็น่าจะให้ความรู้สึกแบบเดิมด้วย.......ไม่ใช่หรือครับ
แต่สิ่งที่น่าแปลกคือคำตอบจากเหล่าเพื่อนๆผู้หญิงของผมต่างหากครับ เธอมีเจ้าตัวน้อยกันทุกคนแล้วผมจึงไม่อายที่จะถามกันตรงๆว่า ไอ้ความรู้สึกตอนที่โดนเจ้าตัวน้อยดูดนมเป็นครั้งแรกเนี่ย มันรู้สึกยังไง เสียวแปล๊บ จั๊กจี้ คันหรืออะไรอีกมากมายที่ผมยกตัวอย่างให้เธอเลือก แต่เพื่อนๆเชื่อมั้ยครับคำตอบที่ผมได้รับจากปากเพื่อนทุกคนก็คือ....
...“เจ็บ”...
...แต่มันเป็นความเจ็บที่แปลกประหลาด เพราะว่ามันรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก มันรู้สึกเหมือนชีวิตของเรากับเจ้าตัวน้อยที่ปากกำลังดูดอยู่ที่นมของแม่อย่างเอาจริงเอาจังมันหลอมรวมกันเป็นร่างเดียว อบอุ่นมากๆ อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ...
เพื่อนของผมบางคนถึงกับน้ำตาไหลร้องไห้ออกมา เธอว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีมากอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน คนแล้วคนเล่าที่ผมเฝ้าถามเพื่อหาคำตอบที่เป็นกลางแต่ไม่มีครั้งใดเลยที่ผมจะได้คำตอบอย่างอื่น
คงเป็นนี่กระมังสิ่งที่จะเปลี่ยนโลกนี้ได้ สิ่งที่อยู่เหนือกฏเกณฑ์ทุกอย่าง สิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้เสมอ สิ่งที่แม้แต่ระบบประสาทอันแสนเที่ยงตรงของมนุษย์ก็ยังต้องหลีกทางให้กับ...
... “จิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก” ...
ที่แม่ผู้ให้กำเนิดถ่ายทอดออกมาสู่ลูกน้อยเป็นสายใยที่แน่นเหนียวที่สุดในโลกนี้ นี่กระมังคือความลับของจักรวาลที่ทำให้โลกนี้ยังคงน่าอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
.......................ดังนั้น เรามารักคุณแม่กันให้มากๆนะครับ...(ยิ้ม)........................